18.6.12

ศิลปะ หรือ อนาจาร!



จากกระแสฮือฮา ออกมามากมายหลังจากที่ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์ (Thailand’s got talent) ได้ยอมรับ การโชว์ Body paint หรือ โชว์เปิดนมของ คุณปอน ดวงใจ จันทร์เสือน้อย อายุ 23 ปี ซึ่งได้แจ้งในตอนแรกว่าเธอเป็นศิลปินอิสระ จะแสดงทักษะทางด้านศิลปะ เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นเพลงบรรเลงเป็นเพลงมิกคล้ายเพลงไทย เธอได้ปาดสีเป็นรูปคล้ายคนที่มีหัว แขนและขา และเต้นยักย้ายพร้อมปลดกระดุมเสื้อพร้อมชุดชั้นใน นั่งลงและเทสีลงบนร่างกาย แล้วหันมาหากรรมการและผู้ชมและเอาตัวไปแล้วใช้หน้าอกถู ไปบนผ้าใบ กรรมการหนึ่งในสามทนไม่ได้ จึงกดออดยับยั้งการแสดง

สำหรับความเห็นส่วนตัวมองว่า..เช่นนั้นแล้ว
- คำว่าศิลปะคือสากลหรือไม่? หรือต้องมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศเป็นเครื่องลากเส้นกำกับด้วยหรือไม่? 

- หากมองว่าการแสดงนี้เป็นศิลปะ! ซึ่งไม่ได้ต่างจากการร่อนเต้าโชว์ และนำไปจุ่มสี ละเลงกับเฟรมภาพสักเท่าไหร่ ก็น่าจะถือได้ว่านี่เป็นการสื่อสารแสดงความรู้สึก จิตวิญญาณด้วยร่างกายอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน!

- เกิดคำถามขึ้นว่าผู้ที่อวดอ้างศิลปะมาใช้อธิบายสิ่งนี้ แท้ที่จริงแล้วมันคือการพยายามอธิบายความลามกอนาจารด้วยหรือไม่?

- ศิลปะกับความอนาจารนั้นมันเป็นสิ่งใกล้เคียงเพียงเส้นบางๆ เท่านั้นเองหรือไม่ สุดแล้วแต่ผู้มองว่าสิ่งใดเป็นศิลปะ หรือจะตีความเป็นสิ่งอื่นๆ นอกจากสิ่งที่เห็นเพียงเต้าหน้าอก ส่วนเว้าโค้งหรือสรีระของร่างกาย?

- หากการแสดงนี้ถูกวิพากษ์ วิจารณ์เรื่องความไม่เหมาะสม ถ้าเช่นนั้นศิลปะประเภทนี้ควรถูกแสดงในที่ลับตาหรือมีความเหมาะสม ในที่ๆ ถูกที่ควรใช่หรือไม่?

- หากในบริบทของสังคมไทยมองว่านี่คือ การแสดงอันลามกอนาจาร อุบาทว์ ไร้ยางอาย สังคมไทยย่อมจะไม่เกิดงานศิลปะใดๆ ขึ้นอีกเป็นแน่! และคงจะไม่มีแม้แต่คำว่า "ศิลปะ"ในดินแดนแห่งนี้

- แต่ถึงอย่างนั้นในยุคเฟื่องฟูของงานศิลปะ ภาพงานหลายๆ ชิ้น อาทิ เช่น รูปปั้นวีนัสเปลือยอก หรือเทพีอโฟไดแซ็ก? รูปปั้นเดวิดถือเป็นศิลปะในแบบกรีกโบราณด้วย ซึ่งผู้ที่แสวงหาและเสพย์งานศิลปะประเภทเหล่านี้ต่างยกย่องว่าเป็น "ศิลปะ"?

- อย่างไรก็ตาม "ศิลปะ" ก็ยังต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเส้นแบ่งบางๆ นี้อยู่เสมอว่าอะไรคือศิลปะ? หรือเป็นเพียงความอนาจารกันแน่?!!

ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม : 














17.3.12

เคยไหม ? ซึ้งจนน้ำตาไหลขอแชร์นะคะ ..


หลายคนคงเคยตั้งคำถามหรืออาจจะเคยอุทานคำพูดแบบนี้ นั่นคือคำว่า "เคยมั้ย" เช่น.. เคยมั้ย...บางทีจำเรื่องนั้นได้เมื่อไม่ได้คิดจะต้องการจะรู้ เคยมั้ย...เปิดหนังสือดูประโยคที่เคยขีดเสันใต้เอาไว้แต่เมื่อกลับไปเปิดหาดูอีกครั้งก็หาไม่เจอ เคยมั้ย...ลืมเรื่องสำคัญไปเสียฉิบจนมานึกได้อีกทีเมื่อเวลาที่ไม่ได้สำคัญอะไำรอีกต่อไป เคยมั้ย...คิดเรื่องดีๆไ้ด้แต่กลับลืมเมื่อจะจดบันทึกลงสมุดโน้ตซะงั้น เคยมั้ย..เรื่องที่อยากลืมกลับจำและเรื่องที่อยากจำกลับลืม? เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นสถานะยอดฮิตบนเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ต่าง ๆ นานาของเหล่าสมาคมคนโสด คนน่าตาดี คนน่ารักแห่งประเทศไทย สมาคมคนรักสาวแว่นแห่งประเทศไทย คนอกหัก หนุ่มหล่อ สาวฮอต เด๊อะแก๊งค์ ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนบนสังคมออนไลน์ทุกชนิด ซึ่งมีหลายประโยคที่ถูกอกถูกใจจนซึ้งแทบน้ำหู น้ำตาไหลจนต้องขอแชร์นะค่ะกันไปหลายรายเลยทีเดียว ทั้งมาจากประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประสบพบเจอกับตัวเองหรือไม่ก็เป็นเรื่องผู้อื่นรอบข้าง เป็นต้นว่า..

เคยมั้ย? โดนคนที่เราชอบ ,, มาปรึกษาปัญหาหัวใจ »» เพื่อไปใช้กับใครบางคน! / มุขเสี่ยว เกี้ยวสาว
เคยไหม..? “สมัยม.ปลาย”ถึงไม่ได้ทำผิดอะไร..แต่ก็”เกลียด”อาจารย์ ฝ่ายปกครอง..!?! / หญิงมือหนึ่ง กรุงโซล
เคยมั้ย ?… เปิด ” facebook ” ไว้ตลอดเวลา > ทั้งๆที่ไม่มี ความคืบหน้าอะไรเลย / สมาคมจี๊ด คำนี้เชยเชย
เคยมั๊ย . . . . มี ‘แฟน’ แล้ว “รู้สึก เหงา” แต่พอมี ‘เขา’ แล้ว “รู้สึก ดี” !?! / สมาคมกะล่อนแห่งประเทศไทย
เคยไหม? พิมข้อความตั้งยาว แต่ ” ลืม ” เปลี่ยนภาษา ><* / สมาคมคนเหงาแต่ไม่โสด
เคยไหม !! ไม่กล้าเปิดใจ เพราะ หวังว่าใครบางคน “จะกลับมา” / คำคมๆของคนคันๆ
เคยไหม? ” เธอ ” เขียน ” สเตตัส ” ทีไร นึกว่าเธอ ” เขียนถึงเรา ” ทุกที (>_<) / เคยไหม?
เคยไหม? หลังจากที่ได้ยินคำว่า ” เป็นเพื่อนกันเถอะ ” 1% เป็นเพื่อนกัน99% ไม่คุยกันอีกเลย !!! ><* / เคยไหม?
เคยไหม? เห็นเขา ” โพส ” ข้อความ ” เศร้า ๆ ” เราก็ ” เศร้าตาม ” ไปด้วย ToT / เคยไหม?
เคยไหม? ” ฝืนยิ้ม ” ทั้งๆที่ในใจ ” ร้องไห้ ” ไปแล้ว ToT / เคยไหม?
เคยไหม? เธอบอก ” ไม่ได้เป็นอะไร ” แต่เราก็ ” อดเป็นห่วง ” ไม่ได้อยู่ดี (>_<) / เคยไหม?
เคยไหม? อยากจะ ” เริ่มใหม่กับใครซักคน ” แต่ ” กลัว ” สุดท้ายก็ ” จบแบบเดิม ” ToT / เคยไหม?
เคยไหม? ” คิดถึง” แทบตายแต่พอเจอก็ ” เฉยๆ ” >< / เคยไหม?
เคยไหม? ดูแล ” อย่างก่ะแฟน ” แต่ได้ใช้คำแค่คำว่า ” เพื่อน ” / เคยไหม?
เคยไหม? รู้สึก ” งอน ” ที่เค้า…ไปทักคนอื่น ที่ ” ไม่ใช่เรา ” >< / เคยไหม?
เคยไหม? คนที่คุณรักที่ กลับทำให้คุณเสียใจมากที่สุด :’( / เคยไหม?
เคยไหม? ทำดี ” กับเธอ ” แล้วไม่หวังอะไร แต่ในใจจิงๆ กลับ ” ตรงข้ามกันเลย ” / เคยไหม?
เคยไหม? ” เเอบรัก ” คนๆนึงจนทำให้เรา ” เจ็บ ” จนถึงทุกวันนี้ / เคยไหม?
เคยไหม? อกหัก ทั้งๆที่ ” ยัง โสด ” !!! / เคยไหม?
เคยไหม? ” ไม่เคยโพสต์ ” ไม่เคยทัก ไม่เคยถาม แต่ ” ติดตาม ” ทุกข้อความ ของความเคลื่อนไหว ><* ♥ ♥ / เคยไหม?
เคยไหม? อยากให้ ” คนที่แอบชอบ ” มา ” กดไลค์ ” ให้เรา ” นานๆครั้ง ” ก็ยังดี ^____^ / เคยไหม?
เคยไหม? ” โดนเธอ ” ให้ ” ความหวัง ” ทั้งๆที่เธอมีคนนั้นอยู่แล้ว >< / เคยไหม?

และจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำไปสู่วิวาทะอันก่อให้เกิด"ศัพท์" และ "สำนวน" ใหม่ๆ ในทาง "การเมืองวัฒนธรรม" ขึ้นเป็นจำนวนมาก

จึงมีผู้จัดทำเว็บไซต์-เพจเฟซบุ๊ก "พจนานุกรมศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย" ขึ้นมา (http://www.facebook.com/thaipolitionary และhttp://thaipolitionary.com/) เพื่อรวบรวมประมวลศัพท์-สำนวนเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ผสมผสานอารมณ์ขันเชิงจิกกัดรสชาติแสบๆ คันๆ


และนี่คือตัวอย่างบางส่วนของศัพท์-สำนวนการเมืองไทยยุคทศวรรษ 2550 ที่ไ้ด้รับความนิยมจากเว็บไซต์พจนานุกรมศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย ซึ่งส่วนตัวมองว่าบางประโยค(ย้ำ) เป็นเพียงวิวาทะทางการเมืองที่ใช้โต้ตอบคู่แข็งตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น โดยที่ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายในสังคม จะใช้กันก็แต่กลุ่มคนจำนวนเล็ก ๆ จึงเป็นคำกล่าว วิาทะเพียงสั้นๆ เกิดขึ้นครั้งเดียว บางคำอาจจะไม่ถูกนำมาใช้อีกก็ได้เพราะเป็นคำที่สามัญธรรมดาทั่วไปใช้กัน แต่จะมีพิเศษตรงที่ซ่อนเร้นนัยยะทางการเมืองและบริบททางสังคมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ เท่านั้น


ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมีคำถามเชิงวิจัยจิตวิทยาสังคมโดยอาศัยประสบการณ์ สามัญสำนึก ความคิดเห็นจากประสบการณ์เดิมของผู้ทำแบบสอบถามในหัวข้อ "จริงป่ะ! 20 เรื่องที่ทุกคนต้องเคยทำชัวร์ ๆ"
เคยไหม ที่ชั่วอึดใจหนึ่งขณะที่คุณกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ ในหัวก็พาลคิดเรื่อยเปื่อยไปว่า "เอ จะมีใครเคยทำอย่างนี้เหมือนเราบ้างไหมนะ" ...ไม่ว่าคุณจะกำลังก้มมองผลงานตัวเองในคอห่านก่อนจะกดชักโครก แอบเกาก้นในที่สาธารณะ สวมถุงเท้าไม่เข้าคู่กัน ฯลฯ เราเองก็เคยนั่งนึกถึงเรื่องแบบนี้อยู่เหมือนกันว่าจะมีอะไรบ้างที่ทุก ๆ ต้องเคยทำมาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่งชัวร์ ๆ พอดีได้เจอบล็อกที่แสนจะตรงใจอย่าง things-we-all-do ที่รวบรวมเรื่องราวหลาย ๆ เรื่องที่คนส่วนใหญ่ต้องเคยทำกันมาแล้วแน่นอน ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กัน... เอ้า มาดูกันเลยว่ามีเรื่องอะไรกันบ้าง 


แค่เราเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ไม่ได้หมายความว่าในชีวิตจริงฉันจะชอบเธอหรอกนะ 

ดูรูปถ่ายของตัวเองตอน ป.3 พลางคิดว่า "นี่เราแต่งตัวบ้าบออะไรเนี่ย" 

ซื้อชุดชั้นในน่ารัก ๆ ทั้ง ๆ ไม่ได้คิดว่าจะให้ใครมาเห็นหรอก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่มักจะใช้ครีมนวดหมดก่อนยาสระผมเสมอเลย

พูดติดปากว่า "กำลังไป" ทั้ง ๆ ที่จริง ยังไม่ได้ออกจากบ้านด้วยซ้ำ

เวลาจะลอกข้อสอบทีไร เป็นต้องได้สบสายตากับอาจารย์ทุกทีเลยสิน่า

เวลาเดินช้าเสมอ ยามที่คุณกำลังรอคอยอะไรสักอย่าง

กดยอมรับ "เงื่อนไขและข้อตกลง" ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้อ่านมันด้วยซ้ำ

คุณคิดว่าเขาหรือเธอคงคิดอะไร ๆ กับคุณชัวร์.. 
จนกระทั่งคุณพบว่าเขา/เธอก็คุยกับคนอื่น ๆ แบบนี้เหมือนกัน (โอ๊ย เศร้า T_T)

คุณยิ้มให้กับโทรศัพท์ตอนที่ส่งข้อความให้ใครคนนั้น

สิ่งแรกที่คุณทำยามตื่นนอนคือ "ฉี่"

รู้สึกหัวใจหล่นวูบทุกครั้ง เวลามีคนมาพูดกับคุณว่า "ขอคุยด้วยหน่อยสิ" 

คุณพูดว่า "ฉันสบายดี" ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นสักนิดเลย

ถ่ายรูปตัวเองประมาณล้านช็อต 
แล้วลงท้ายด้วยการลบทิ้งจนเหลือรูปที่หน้าตาดีที่สุดแค่ใบเดียว

ตอนเป็นเด็กคุณเคยนั่งมองเม็ดฝนค่อย ๆ ไหลลงที่กระจกหน้าต่าง 
เพื่อดูว่า เม็ดไหนนะจะได้ที่หนึ่ง :)

ทนฟังเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวของคนอื่น เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าความจริงมันเป็นอย่างไร

รู้สึกพลาดจริง ๆ ที่ไปกดไลค์สเตตัสของใครเข้า 
เมื่อถูกถล่มด้วยกองทัพการแจ้งเตือนอัพเดทคอมเมนต์จากบรรดาเพื่อนฝูงของเขา

เหวี่ยงโทรศัพท์ทิ้งเพราะโมโห 
ก่อนจะถลาไปหยิบขึ้นมาดูว่ามันพังหรือเปล่าในอึดใจถัดมา ^^"

ฟังเสียงตัวเองจากวิดีโอที่อัดไว้ พลางคิดว่า "เฮ้ย เสียงเราเป็นงี้จริงดิ !?"

ข่มตานอนไม่ลงเป็นเวลาหนึ่งคืนถ้วน และคิดว่าตัวเองต้องเป็นโรคนอนไม่หลับแหงม ๆ 


นี่จึงเป็นที่มาของเหล่าสมาคมในเฟสบุ๊คเพื่อเป็นช่องทางใช้ถ่ายทอดความรู้สึก ประสบการณ์ ความคิด ความในใจ ส่งต่อให้กับผู้อื่นที่มีความรู้สึกเหล่านั้น ๆ คล้ายๆกันหรืออาจจะเคยเกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น และส่วนหนึ่งเพื่อหาเครือข่ายของตนเอง สร้างกลุ่มที่รักและชอบในสิ่งเดียวกัน เหมือนๆกัน และเพื่อให้อีกฝ่ายอมรับให้อีกฝ่ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของตน ดังนั้น จึงเกิดกลุ่มก้อนขึ้นมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้อง นำเสนอสิ่งที่เป็นแนวทาง ความคิดหลักหนึ่งเดียวของกลุ่มนั้น ๆ เช่น มั่นใจคนไทยเกิน 1 ล้าน...จนกระทั่งมีเพ็จหนึ่งได้กำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความใคร่อยากรู้ถึงกลุ่มมั่นใจคนไทยว่าคืออะไรและต้องการอะไร จึงเป็นที่มาของชื่อเพจ มั่นใจพ่องมั่นใจแม่งอะไรกันนักหนา https://www.facebook.com/munjaipong


26.2.12

:: นักการเมืองคิดถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป รัฐบุรุษคิดถึงคนรุ่นต่อไป ::


วิวาทะติดปากที่มักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้ง เรื่องการพูดถึงประเทศไทยในแง่บวก หรือในแง่ลบก็ตามแต่ ซึ่งมีหลากหลายที่มา โดยเฉพาะจากบรรดานักการเมืองในประเทศนี้ที่มักจะใช้วิวาทะกรรมตอบโต้ เสียดสีคู่ต่อสู้ ชนิดที่เรียกว่าเล่นการเมืองไปวัน ๆ กล่าววาจาโกหกพกลมจนหาความน่าเชื่อถือมิได้อย่างน่าเอือมระอาเป็นที่สุด อีกทั้งพลิกลิ้น ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล ประดิษฐ์ถ้อยคำสำนวนโวหารให้ไพเราะจับใจประชาชนอยู่เสมอแท้จริงเขาเหล่านั้นกำลังดูถูกสติปัญญาประชาชนอย่างแนบเนียน ซึ่งคนไทยโดยมากนิยมเสพย์กันเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เป็นต้นว่า..

เรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน : ฟังดูดีเหมือนประหนึ่งว่าเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลนั้น ๆ ที่มาจากได้รับการลงคะแนนเสียงอันโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมของประชาชนตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ในทางกลับกันผู้มักจะใช้วิวาทะนี้ต้องการให้ประชาชนผู้ลงคะแนนให้นั้น อย่าได้มีปากมีเสียง หยุด!คิด หยุดสงสัย ทักทวงต่อการกระทำอันใดที่รัฐบาลนั้นจะกระทำ เพราะได้ให้อำนาจเด็ดขาดในการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งบริหารงานราชการแผ่นดินแล้วอย่างนั้่นหรือ! การปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่ในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากในรัฐสภา  และเสียงข้างน้อยต้องเคารพในเสียงข้างมากด้วยเช่นกัน แต่เราจะเรียกพวกเสียงข้างมากนี้ว่าความถูกต้องด้วยหรือไม่! อาจจะไม่ใช่เสมอไป..

คนไทยถ้าตั้งใจ...ไม่แพ้ชาติใดในโลก : ประโยคนี้เป็นสโลแกนสั้น ๆ สำหรับการบอกให้ทั้งโลกรับรู้ว่า หากคนไทยได้ลงมือ ลงแรง คิดจะทำสิ่งใดแล้วล่ะก็...ไม่แพ้ชาติไหนๆ ในโลกนี้แน่นอน เพียงแต่ที่เราไม่ทำ ก็เพราะเราไม่ทำก็เท่านั้นเอง เหตุผลสั้น ๆ เข้าใจง่าย คล้ายกับคนที่มักจะพูดว่าอย่างนั้นฉันก็ทำได้ แต่ฉันไม่ทำก็เท่านั้นเอง ถ้าฉันเกิดเอาจริงแล้วล่ะก็...! ส่วนมากจะพบประโยคนี้จากปากของผู้ที่ชอบโอ้อวด อวดอ้างตนเองหลังจากที่ผู้อื่นได้กระทำสิ่งใดๆ สำเร็จไปแล้ว ว่าแต่ฉันจะเอาจริงบ้างล่ะนะ..พี่ไทยเค้าหล่ะ!

และยังมีอีกหลายประโยคที่คนไทยมักใช้ยืนยันความเป็นตัวเอง(ความเป็นไทย) ด้านอัตลักษณ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันสืบทอดกันมายาวนานไม่แพ้ชาติใด ๆ ในสามโลกนี้อีกเช่นกัน เช่น..

ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ

ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ 

 คนไทยหรือเปล่า 

 ถ้าไม่...ก็ออกจากประเทศนี้ไปซะ


อ้่างอิง : ศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย
http://thaipolitionary.com

:: เจไดที่ยอดเยี่ยมที่สุดไม่ใช่เจไดที่ชนะคู่ต่อสู้ได้นับพัน แต่เป็นเจไดที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ :: [EP.1]


เอนทรี่นี้จะพูดถึงการเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมอันเคยชินของที่ผู้สูบบุหรี่จนกลายมาเป็นอาการติดอย่างเรื้อรังชนิดถอนตัวไม่ขึ้น และขอตั้งชื่อหัวข้อว่า "เจไดที่ยอดเยี่ยมที่สุดไม่ใช่เจไดที่ชนะคู่ต่อสู้ได้นับพัน แต่เป็นเจไดที่สามารถเอาชนะตัวเองได้" นั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเอาชนะทุกสิ่ง เพราะหากไม่มีใจที่แข็มแข็งทรงพลังแล้วย่อมไม่อาจจะเอาชนะซึ่งสิ่งใด ๆ ได้เลยและทำให้ฉุกคิดได้ว่าการที่เรานั้นชนะผู้อื่นนับร้อยพัน แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่ใจตัวเอง เช่นนี้แล้วชัยชนะที่ได้มาจะมีประโยชน์อันใดเล่า? หากยังพ่ายแพ้แก่ใจตนเองอยู่ร่ำไป..เพียงข้างในใจของเรานี้ต่างหากเล่าที่สมควรจะพิชิตมันให้จงได้และเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของคนธรรมดาคนหนึ่งสมควรกระทำ โดยขอหยิบยกเอาประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเองมาบอกเล่าผ่านช่วงเวลาของการบำบัดสารเสพติดชนิดนี้  คือ..

- อันดับแรก คือมีความตั้งใจจริงที่จะเลิกสูบบุหรี่เท่านั้น (ย้ำ) 

- ขัดใจตัวเองให้ได้ซะก่อน ฟังดูเหมือนง่ายแต่การกระทำเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะ เพราะอุปนิสัยคือผลพวงของความเคยชิน (ใช้สมองบังคับใจ ใช้ใจบังคับมือและใช้มือบังคับการกระทำ)

- ต่อจากนั้นให้นึกภาพสิ่งที่น่าฝันในใจ เมื่อสามารถเลิกได้สำเร็จจะเกิดผลดีกับตัวเอง ผู้คนรอบข้างและสภาพแวดล้อมอย่างไร

- พึงระลึกไว้เสมอว่าอาการขาดนิโคตินหรืออยากสูบบุหรี่เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ภายหลังจากที่เลิกสูบมาสักระยะหนึ่ง และขอให้คิดว่ามันเป็นช่วงระยะเวลาเพียงสั้น ๆ (ที่คิดจะกลับไปสูบอีก)เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ก็สามารถเลิกได้เด็ดขาด


คนรอบข้างมักจะถามข้าพเจ้าเสมอ ๆ ว่า "สูบบุหรี่แล้วได้อะไร ดียังไง และสูบไปเพื่ออะไร" และข้าพเจ้าเองก็มักจะตอบติดตลกไปว่า "ข้าพเจ้าอยากจะใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองเข้าไปศึกษาว่าอาการของผู้ติดยาเสพย์ติดเป็นอย่างไร" นั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมาและสำคัญที่สุดทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าความคิด ชีวิตของเขาว่าเป็นเช่นไร นั่นก็เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ไว้เป็น แง่คิด อุทาหรณ์แก่ผู้คิดจะพาตัวเองเข้ามา(หรืออยู่ในวงจรนี้อยู่แล้ว)สู่วังวนของยาเสพติด และหวังว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้จะสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ที่คิดอยากจะบำบัดตนเองให้ก้าวพ้นจากยาเสพติดและเข้าใจเขาเหล่านั้นมากขึ้น..


ข้อสังเกตแนวคิดของผู้สูบบุหรี่ (ความเห็นส่วนตัว) : 

- คนสูบบุหรี่มักจะเป็นพวกสัจธรรมนิยม มองโลกตามความเป็นจริง(ม๊วกกก) รู้ทุกอย่างแม้กระทั่งว่าชีวิตนี้มันสั้นนัก..ชีวิตก็เท่านี้!ก็เท่านั้นเอง เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต เพื่อนพ้อง มิตรสหายล้มหายตายจากไปทีละคนด้วยโรคภัยสารพัด แต่ฉันก็จะทำ! คิดว่ายังไงๆ ตัวเองก็ต้องตาย แต่จะตายเร็วตายช้าเป็นอีกเรื่องหนึ่งขอให้ตนได้ทำอะไรตามใจเป็นพอ

- พวกสิงห์รมควัน เขาเหล่านั้นหากมองให้ดี พวกเขาเป็นพวกนักอุดมคติตัวยง มักชอบคิดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน จินตนาการ ชอบหลบมุมคิดทุกครั้งที่มีโอกาส ดังนั้น พวกเขาจึงมักเห็นความงามของสิ่งต่างๆ ได้ง่าย แม้แต่กลุ่มควันลอยฟุ้งธรรมดาๆ พวกเขาจะพรรณาว่า "แสงแดดส่องเป็นประกายสีทอง ผ่านช่องว่างเล็กๆ ทะลุทะลวงเป็นลำแสงไปกระทบกับกลุ่มควันสีเทาอันไร้น้ำหนัก ขยายตัวไปทั่วทุกอณูของอากาศอย่างช้าๆ ก่อตัวอิสระเกิดเป็นรูปร่างใหม่ๆ ตามแต่กระแสลมและอุณหภูมิจะเอื้ออำนวย ช่างงดงามยิ่งนัก!!!"

- กลุ่มคนบางกลุ่มเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับชีวิต ครอบครัว ความรักขึ้น หาทางออกไม่ได้จึงหันหน้าเข้ามาสู่การพึ่งยาเสพย์ติดเพื่อระงับความเครียดให้ทุเลาเพียงชั่วครู่ ชั่วยาม กลุ่มคนเหล่านี้มักได้แก่ เด็กวันรุ่นหัวอ่อน กลุ่มเด็กมีปัญหา กลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะพัฒนาไปสู่การใช้สารประเภทอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นไอซ์ สเก็ต เจ็ทสกีบก พืชกระท่อม สี่คูณร้อย และสารระเหย

- ในช่วงที่อยู่ระหว่างการเลิกสูบบุหรี่หากไปเจอเข้ากับคนที่สูบบุหรี่เข้า จะเิกิดความขัดแย้งภายในใจระหว่างความคิดที่ว่า "ในเมื่อคนอื่นยังสูบได้..แล้วทำไมเราต้องหยุดสูบด้วยล่ะ?"

- ช่วงแรก ๆ จะมีคำถามในหัวตามมาเต็มไปหมด เป็นระยะๆ คล้ายอาการเพ้อยาว่าที่เลิกสูบบุหรี่เลิกเพื่อใคร อะไร อย่างไร?!! แต่นี่เป็นบททดสอบที่จะตามมาหากผู้บำบัดมีหลักชัยอันมั่นคงที่จะเลิกให้จงได้ โดยพยายามนึกถึงแรงบันดาลใจ แรงผลักดัน และกำลังใจที่มอบให้ เช่น พ่อ-แม่ เพื่อน คนรักหรือแม้แต่การเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง หากไม่มีจุดหมายที่จะมุ่งไปแล้วก็ล้มเหลวลงตรงนั้นอย่างแน่นอน..

- อีกกลุ่มที่เป็นนักสูบหน้าใหม่ แม้กลุ่มนี้จะสูบเป็นครั้งคราว  หรืออาจจะหยิบยืมขอจากเพื่อน คนรู้จัก แต่หากถามคนกลุ่มนี้ว่าจะเลิกเมื่อไหร่จะได้คำตอบเช่นนี้ว่า "ข้าคงไม่สูบมันไปจนแก่ จนตายหรอก เดี๋ยวข้าก็เลิกแล้ว นี่ข้าแค่สูบแก้เครียด ว่าง ๆ ขำ ๆ ไม่ได้คิดอะไร" ปล. คำพูดของคนๆนี้ ปัจจุบันเขายังสูบบุหรี่ปกติเหมือนเดิม แต่ได้พัฒนาไปสู่สารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรงกว่าอีกด้วย และยังกลายสภาพเป็นเอเย่นต์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อรึยังล่ะ..บุหรี่เป็นเสมือนก้าวแรกของการนำไปสู่สารเสพติดชนิดอื่นต่อๆไป หลังจากที่ได้สูบไปสักระยะ จะเปลี่ยนจากผู้ขอเป็นผู้ซื้อเอง และนี่ล่ะคือ ความน่ากลัวของยาเสพย์ติดที่จะคอยชักจูงให้ใครก็ตามที่หลงเข้าสู่วังวนของมันแล้ว..ยากนักที่จะออกมาได้

วันที่เอาชนะใจตัวเองได้ วันนั้นชีวิตได้เริ่มต้นอย่างแท้จริง : หากคิดจะเลิกบุหรี่ "จงเชื่อมั่นในตัวเอง"เพราะมีแต่ตนเองเท่านั้นที่จะคอยบังคับใจตัวเองได้ ผู้อื่นไม่สามารถมาบังคับกะเกณฑ์ให้ตัวเราสูบหรือเลิกสูบได้..

- หากนึกหิวยาขึ้นมาให้คอยดึงเกมส์เอาไว้ก่อน เพราะกว่าที่คุณจะเดินไปถึงร้านค้าใกล้บ้านเพื่อหาซื้อบุหรี่มาสูบนั้น ความอยากจะถูกกำจัดก่อนแล้ว แต่มิใช่ว่าจะกดทับมันไว้เพราะนั่นเท่ากับการรอคอยให้มันระเบิดออกมา และยังจะเพิ่มประมาณในการสูบครั้งต่อไปอีกด้วย..

-  เวลาต้องเดินผ่านร้านค้าที่ขายบุหรี่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรู้จักหักห้ามใจ เพราะความรู้สึกราวกับว่าถูกแม่เหล็กดึงดูดให้ต้องเข้าไปซื้อหามาให้ได้กันเลยทีเดียว พอรู้สึกตัวอีกทีมีบุหรี่มาคาอยู่ทีมือแล้วอ่ะสิ!!! (๕๕๕) แต่หากเชิดหน้าไปทางอื่นเสียหรือเดินจากไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลยจะเยี่ยมมาก :)

- คำพูดเหยียดหยาม เสียดสี แทงใจดำจะใช้ได้ดีมาก หากมีผู้มาพูดดูหมิ่นดูแคลนหรือถึงขั้นท้าทายว่าเรานั้นจะไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นเตือน ทำให้เกิดพลังของการอยากที่จะเอาชนะ และนั่นเป็นกุศโลบายที่ใช้ได้กับทุกคน..

-ไม่มีคำว่าสายเกินไป มันคือ หัวใจของนักเริ่มต้น : ช่วงเวลาที่เลิกแล้วแต่หันกลับไปสูบบุหรี่อีก ช่วงนี้สำคัญมาก(เวลาทุกๆนาทีสำคัญจริงๆ เรียกง่ายๆ คือ ชั่วโมงอ่อนไหว)จะทำให้ผู้บำบัดหมดกำลังใจที่จะทำต่อในที่สุด ถึงขั้นขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือเิกิดวิกฤตศรัทธาในตัวเองขึ้นและล้มเลิกไปในที่สุด จงอย่าได้ติดตามอารมณ์ชั่วขณะหนึ่งนั้นไป เพราะนั่นหมายถึงการล่อลวงให้ไปสู่หุบเหวลึกของปีศาจร้ายและเมื่อตามมันไปแล้ว มิอาจที่จะกลับมาได้อีก แต่อย่าดูถูกตัวเอง ว่าไม่มีความเข็มแข็ง ขอเพียงเชื่อมั่นว่าไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ และคิดไว้เสมอว่าผู้ที่สามารถเอาชนะมันได้มีอยู่มากมาย และคุณต้องเป็นหนึ่งในนั้น..

- จงจดจำไว้ว่าไม่มีใครรับรองชัยชนะของคุณ จนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีดหมดเวลาและคุณได้ชูถ้วยด้วยสองมือของคุณเองเท่านั้น พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งรีบนับศพทหาร(โยงไปถึงสงครามกันเลยทีเดียวเพราะนี่คือการต่อสู้-สงครามภายในใจของตนเองชนะยากยิ่งกว่าสงครามใดๆ)

- โอกาสในการลงมือ มีแค่ครั้งนี้ ไม่มีครั้งหน้า หรือว่าครั้งต่อไป : อย่าประวิงเวลาให้รอจนบุหรี่หมดซองก่อนถึงจะเลิก เพราะนั่นคือการต่ออายุให้กับบุหรี่ซองนั้นไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดและยังจะเป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นอีกด้วย (เนื่องจากรอให้มันหมดไวๆ แต่มันจะหมดได้ยังไงล่ะก็ซื้อตุนไว้เป็นแพ็คเลยอ่ะ)ประมาณว่าใช้มืออีกข้างหนึ่งเพื่อดึงตัวเองถอยออกมากลับยิ่งติดแน่นไปด้วยกันทั้งหมด

- ไม่ควรผัดผ่อนวันเวลาไปตามวาระโอกาสสำคัญ ๆ ต่าง ๆ เช่น วันเกิด วันพ่อ วันแม่ วันเช้งเม้ง ตรุษจีน วันพระ วันขึ้นปีใหม่ วันส่งท้ายปีเก่า ฯลฯ เพราะจะไม่สามารถเลิกได้เลย สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับใจของผู้บำบัดเองว่าจะเข็มแข็งและเด็ดเดี่ยวเพียงไรในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้..

- ช่วงแรก ๆ ของการติดยาเสพติด ผู้ติดยาเสพติดมักจะบอกว่าตนเองและคนรอบข้างว่า  "ตัวเองสามารถเลิกได้ ทำนองว่าเอาอยู่ หากจะตอบแบบศิลปินท่านหนึ่งจะตอบว่า ผมเอามันอยู่และสามารถควบคุมมันได้"


- ควรกำหนดระยะเวลาสั้น - ยาว เป็นแต่ละช่วงเวลาไปสำหรับผู้บำบัดที่ใจยังไม่แข็งแกร่งพอ เลือกที่จะไม่ใช้วิธีการแบบหักดิบกระทันหัน เช่น..
  - กำหนด 3 วันแรก ค่อย ๆ ลดจำนวนลงทีละน้อยจนเลิกสูบบุหรี่ในที่สุด
  - กำหนด 1 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้หยุดพกอุปกรณ์การเสพย์ทุกชนิดและปฏิญาณกับตนเองไว้ว่าจะไม่ไป            ขอยืมผู้อื่นรายทางเด็ดขาด
  - หลังจากผ่านช่วงนี้ไปได้แล้วการปรับตัวก็จะค่อย ๆ เข้าที่และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนสามารถอยู่ได้โดยปราศจากสารเสพย์ติด


- ไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ที่ผ่านมา แต่ควรจับตาต่อสถานการณ์ที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น โดยตื่นรู้และรู้สึกตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไร ที่ไหน กับใคร? และกำลังจะทำอะไรต่อไป..(ประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของตนเองเมื่อขาดจากการเลิกสูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน)


- ควรหาโอกาสไปเดินเล่นนอกบ้านสูดรับอากาศบริสุทธิ์ และควรหากิจกรรมอื่นเสริมด้วยเพื่อไม่ให้มีเวลาว่างไปคิดถึงบุหรี่หรือกลับไปสูบอีก เช่น การเล่นกีฬา ซ้อมดนตรี ดูหนังฟังเพลงและอ่านหนังสือ ฯลฯ
                                                                                                   
 

อันที่่จริงบุหรี่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ (มีนะไม่ใช่ไม่มี) ลองมาไล่เรียงดูกันเลย..

1. ขโมยไม่กล้าขึ้นบ้านเพราะคนสูบบุหรี่จะไออยู่ตลอดเวลา (ขโมยเลยคิดว่าเจ้าของบ้านยังไม่นอน) 

2. หมาไม่กล้ากัด เพราะคนสูบบุหรี่ร่างกายไม่แข็งแรงต้องอาศัยไม่เท้าคอยพยุงตัวอยู่ตลอดเวลา (หมามักจะกลัวไม้เท้าจึงไม่กล้าที่จะเข้าใกล้) 

3. ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะแก่ (คนที่สูบบุหรี่มักจะตายก่อนแก่) 

4. ประหยัดในการซื้อน้ำหอม (มีกลิ่นบุหรี่ติดตัวตลอดเวลา)

5. คุณจะได้เทรนด์สีของฟันใหม่ เป็นสีเทา-ควันบุหรี่ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม 

6. นิ้วคุณจะไม่รู้สึกเจ็บ เนื่องจากคีบบุหรี่เป็นประจำ จนทำให้นิ้วด้าน (นิ้วกลางกะนิ้วชี้) 

7. บ้านคุณจะปลอดภัยจากการคุกคามของยุง (ควันจะเต็มบ้าน....ยุงกลัวควัน)

8. เมื่อถึงระยะสุดท้ายของชีวิต คุณจะได้พักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะจะไม่มีใครเข้ามายุ่งกับคุณเลย แม้แต่ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงก็ตาม (คุณจะเป็นคนที่สังคมรังเกลียด) เหมาะมากสำหรับผู้ที่ชอบสันโดษหรือมีโลกส่วนตัว

9. คนคิดค้นบุหรี่นับถือศาสนาพุทธ เพราะ ใช้หลักธรรมในการนั่งสมาธิ หายใจเข้า(พุธ) หายใจออก (โธ) 
ทำให้เราใจเย็นขึ้น

10. สูบบุหรี่ช่วยชาติ อยากให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่ดี ต้องสูบ เพราะ รัฐบาลของเราได้ตั้งภาษี บุหรี่ เหล้า ยา 100% อย่างLMซองนึงไม่รวมภาษี ประมาณ 30 กว่าบาท เข้ามาในไทย 63 บาท เห็นมั้ย!! คุณซื้อซองเดียวก็ช่วยชาติไปตั้ง 30 บาท

11. ช่วยประหยัดค่าอาหาร เพราะหลังจากสูบบุหรี่ เสร็จแล้ว จะไม่ค่อยรู้สึกอยากกินข้าว แม่เจ้า!อยู่ได้ทั้งวันไม่ต้องแดก

12. ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย สูบทำให้ไม่ท้องผูก ป้องกันโรครีดสีดวงทวาร 

13. ไครู้ตัวว่าปากเหม็น แนะนำให้สูบ เพราะกลิ่นบุหรี่ สามารถไปกลบ กลิ่นเน่าๆในปากของคุณได้เป็นอย่างดี(ใช้ได้ผลดีกว่ามายมินต์ซะอีก คอนเฟิม)

14. เวลาไปค้างคืนในป่า ในเขาหรือกินเหล้า นอกตัวอาคาร ที่มียุงเยอะ แนะนำให้สูบ สูบปุ๊บ ยุงหายปั๊บ ไม่มารังควานเราอีกต่อไป (ไม่ต้องพึ่ง กย.15)

15. อยากให้เบียร์รสชาติดีขึ้น สูบเลย รับรองอร่อยขึ้นกว่าเดิม

16. ไม่อยากเห็นผู้มีพระคุณต่อเราจากไป สูบเลย ไม่เห็นแน่!!! เพราะตายก่อน *0*- ผมไม่หงอก เพราะคนที่สูบบุหรี่อายุจะสั้น พวกนี่จึงอยู่ไม่ทันผมหงอก

17. ไม่กลัวขโมย เพราะคนสูบบุหรี่จะไอทั้งวันทั้งคืน ทำให้ขโมยไม่กล้าเข้าบ้าน เพราะนึกว่ายังไม่หลับ

18. หมาไม่กัด เพราะคนที่สูบบุหรี่จะมีโรคเยอะ สุขภาพไม่แข็งแรง ไปไหนก็ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน หมามันเห็น มันก็ไม่กล้ากัด

19. เป็นการช่วยเหลือสังคมและรัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระคนวัยชรา เนื่องจากประชากรวัยชราลดลง เพราะคนที่สูบบุหรี่ตายตั้งแต่ยังไม่ชรา 
 
20. ลดโลกร้อน , ลดภาระสังคม เพราะบุหรี่ทำให้อสุจิอ่อนแอและเป็นหมัน
 
21. เงียบ สงบ เพราะนกเขาไม่ขัน บุหรี่ทำลายสมรรถนะทางเพศ 

22. ไม่เมื่อย ต้องนั่งๆนอนๆทั้งวันเพราะโรคถุงลมโป่งพองเดิน 3 ก้าว ยังไม่ทันเมื่อย แต่มันเหนื่อยแทบขาดใจอยู่แล้ว

23. ไม่มีเรื่องทะเลาะกับใคร เพราะปากเหม็นไม่มีใครอยากคุยด้วย 

24. ช่วยให้เป็นคนหูไว ตาไว เพราะเดี๋ยวนี้กว่าจะหาที่สูบบุหรี่ได้ยาก เย็นแสนเข็ญเสียจริง ต้องหลบต้องแอบ ดูดในห้องน้ำก็โดนด่า พอออกมาจ่าก็จับ 

25. ช่วยให้เป็นคนอดทน คนสูบบุหรี่ต้องอดทนจริงๆและอดทนอย่างจริงจังเสียด้วย คิดดูซิ แค่สายตาคนในบ้านมองแบบรังเกียจ มิหนำซ้ำไปนอกบ้านเจอกระแสสังคม คนรอบข้างมองคนสูบบุหรี่เหมือนมนุษย์ดึกดำบรรพ์มาจากหลังเขา ไม่รู้รึไงว่าเขาไม่สูบกันแล้ว ประมาณว่า วันหลังจะสูบบุหรี่ให้เอาถุงมาครอบหัวด้วย เวลาพ่นออกมาจะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่น

26. ไม่มีปัญหาครอบครัว มีเมียน้อย มีกิ๊ก อีแอบ จะหมดไป ไม่ใช่ว่าจะถือศิล ครองธรรมอะไรหรอก เพราะดูดบุหรี่มากเข้าจะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศก็ไม่รู้จะหาเมียน้อยมานั่งเขี่ยสะดือเล่นกันทำไม


มโนปุพฺพงฺ คมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จได้ด้วยใจ

การที่จะเลิกบุหรี่ให้สำเร็จได้นั้น ก่อนอื่น ผู้ติดบุหรี่ต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลิกบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่มีฤทธิ์เสพติดสูง ผู้ที่สูบบุหรี่มานาน ร่างกายจะคุ้นเคยกับการได้รับสารเสพติดอยู่ตลอดเวลา เมื่อหยุดสูบก็จะเกิดอาการถอนยา จะเป็นในช่วงสัปดาห์แรกซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานพอสมควร อาการถอนยาที่ว่านี้คือ หาวนอน น้ำมูกน้ำตาไหล พูดเสียงอู้อี้เหมือนคนเป็นหวัด แขนขาไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่มีสมาธิในการทำงาน สมองไม่ปลอดโปร่ง ไม่กระฉับกระเฉง หงุดหงิดง่าย ฯลฯ และอยากจะกลับไปสูบบุหรี่อีก ผู้ที่ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลิกบุหรี่ ก็จะผ่านช่วงนี้ไปได้และเลิกบุหรี่ได้ในที่สุด แต่หากใจไม่เข้มแข็งพอ ก็จะกลับไปสูบใหม่ แล้วหาคำแก้ตัวให้กับตนเองได้สารพัด เช่น "ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้พยายามแล้ว” หรือ “ไว้รอช่วงโน้นช่วงนั้นค่อยเลิกดีกว่า ช่วงนี้งานเยอะ เลิกยาก” ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น


การที่จะเลิกบุหรี่ได้สำเร็จหรือไม่นั้น จึงอยู่ที่ “ความตั้งใจ” ของผู้ติดบุหรี่เป็นสำคัญ ผู้ติดบุหรี่ต้องเลือก ว่าจะปล่อยชีวิตให้อยู่กับบุหรี่ไปเรื่อย ๆ หรือเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพาบุหรี่ การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องพึ่งพาบุหรี่นั้น นอกจากจะทำลายสุขภาพของผู้สูบและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นการดำเนินชีวิตที่ขาดอิสรภาพและน่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง ต้องอาศัยบุหรี่ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งกลับเข้านอน ไม่ว่าจะเป็นเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร ก่อนเข้าห้องน้ำ หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนเริ่มทำงาน หลังจากเลิกงาน และแม้แต่ระหว่างเวลาทำงานก็ยังต้องหลบไปสูบบุหรี่ ก่อนจะขึ้นรถ ลงจากรถ ฯลฯ ไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน เวลาใด ต้องหาโอกาสสูบบุหรี่อยู่ร่ำไป บางคนไปเที่ยวพักผ่อนริมชายหาดหรือบนยอดดอย แทนที่จะไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด กลับไปสูดควันบุหรี่แทน บางคนไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา แต่หลังจากออกกำลังกายเสร็จก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เพียงแค่หยุดสูบบุหรี่ สุขภาพก็ดีขึ้นแล้ว แต่ถ้ายังติดบุหรี่อยู่ ก็มองไม่เห็นประโยชน์อันใด ที่จะไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเลย

เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเมื่อไม่ได้รับควันบุหรี่...ภายใน 2 ชั่วโมงแรกที่หยุดสูบบุหรี่
จะไม่มีนิโคตินหลงเหลืออยู่ในตัวอีกต่อไป แต่กว่าที่กากของนิโคตินจะถูกขจัดให้หมดสิ้นไป อาจกินเวลาถึงสองวัน




ภายใน 6 ชั่วโมง
อัตราการเต้นของหัวใจที่เคยถูกเร่งให้เต้นถี่กว่าปรกติก็จะเต้นช้าลง และยังทำให้ความดันโลหิตที่เคยสูงเกินปรกติ ค่อย ๆ ลดลงมาเล็กน้อย แต่กว่าที่ระดับความดันโลหิตจะลดลงถึงระดับที่ควรจะเป็น อาจต้องใช้เวลา 3วันถึงหนึ่งเดือน ตามสภาพร่างกายของแต่ละคน

ภายใน 12-24 ชั่วโมง
ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จับแน่นอยู่กับเม็ดเลือดแดงจะถูกขจัดออกไป ปอดจะกลับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนรู้สึกว่าอาการเหนื่อยหอบง่าย ๆ จะค่อย ๆ หายไป และกำลังวังชาดีขึ้น

หลายวันต่อมา
เสมหะที่สะสมอยู่ในปอดจะใสขึ้น แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมา ท่านก็จะไอมันออกมาได้ ขนอ่อนที่บุผนังทางเดินหายใจซึ่งเป็นอัมพาตเพราะควันบุหรี่จะฟื้นคืนชีพเพื่อทำงานปัดกวาดสิ่งสกปรกในหลอดลม แต่กว่าที่ขนอ่อนนับล้าน ๆ เส้นเหล่านี้จะฟื้นคืนชีพได้สมบูรณ์ ต้องใช้เวลาประมาณ 3เดือน

ภายใน 3 สัปดาห์
การทำงานของปอดจะดีขึ้น ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มากกว่าครั้งที่ยังสูบบุหรี่อยู่


ภายใน 3 เดือน
ระบบการขจัดสิ่งสกปรกในปอดจะทำงานได้เป็นปรกติ ขณะเดียวกัน สำหรับผู้หยุดสูบบุหรี่ที่เป็นเพศชาย ในช่วงนี้เชื้ออสุจิจะกลับเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับสภาวะปรกติ และจำนวนเชื้ออสุจิก็เพิ่มขึ้นด้วย

ภายใน 5 ปี
อัตราการเสี่ยงต่อการเกิดอาการหัวใจขาดเลือดจะลดลงจนเกือบเท่ากับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่

ภายใน 10-15 ปี
อัตราการเสี่ยงต่อการตายด้วยโรคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดจากบุหรี่ รวมทั้งมะเร็งปอด จะมีความใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่


สรุปว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นเลิกบุหรี่ เพราะทันทีที่หยุดสูบบุหรี่ ร่างกายก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ที่ติดบุหรี่และเลิกสูบในทันทีนั้น อาจจะรู้สึกทรมานบ้างในช่วงแรกซึ่งเป็นระยะถอนยา แต่ขอให้ทราบเถิดว่า อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะร่างกายกำลังต่อสู้กับความเคยชินอันชั่วร้ายที่ฝังรากมานาน เป็นความท้าทายที่ต้องเอาชนะให้ได้

นอกจากความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะเลิกบุหรี่แล้ว คำแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้นและไม่ทรมานจนเกินไปนัก



- การเลิกบุหรี่ให้สำเร็จนั้น ควรจะหยุดสูบในทันที การพยายามเลิกบุหรี่โดยค่อย ๆ ลดปริมาณลงนั้น สุดท้ายจะกลับไปสูบมากขึ้นเช่นเดิม หรือสูบมากกว่าเดิมเสียอีก

- ในเวลาที่เกิดอาการอยากบุหรี่มาก ๆ การอาบน้ำหรือแช่น้ำ จะช่วยลดความอยากบุหรี่ลงได้

- ดื่มน้ำมาก ๆ น้ำจะช่วยลดความอยากบุหรี่ และช่วยขับสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย

- รับประทานผักผลไม้มาก ๆ ผู้ที่ติดบุหรี่นั้น เวลาเข้าห้องน้ำทำกิจธุระก็ต้องสูบบุหรี่ไปด้วย พอหยุดสูบก็จะมีอาการท้องผูก จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีใยอาหารมาก และรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง

- ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาควบคู่ไปด้วย เป็นการหยุดพฤติกรรมในด้านลบ (คือหยุดสูบบุหรี่) และกระตุ้นพฤติกรรมในด้านบวกด้วย (คือออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา) วิธีนี้ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นผล ท่านผู้ปกครองที่มีบุตรหลานติดบุหรี่ สามารถช่วยให้เขาหยุดสูบได้โดยส่งเสริมให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

- ให้กำลังใจตนเองตลอดเวลา พยายามนึกถึงตัวอย่างดี ๆ คนดี ๆ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพาบุหรี่ และยังต่อต้านการสูบบุหรี่ด้วยซ้ำไป

- นึกถึงครอบครัว นึกถึงคนที่รักเรา และคนที่เรารัก ท่านที่มีลูก วันข้างหน้าลูกก็คงติดบุหรี่เหมือนคุณพ่อคุณแม่ จะไปห้ามลูกก็ไม่ได้ในเมื่อคุณพ่อคุณแม่ยังสูบบุหรี่ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

- การใช้หมากฝรั่งผสมสารนิโคติน อาจช่วยทุเลาความอยากบุหรี่ลงได้บ้าง แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มิฉะนั้น พอเลิกบุหรี่ได้ จะไปติดหมากฝรั่งผสมสารนิโคตินแทน


ลำพัง หมากฝรั่งผสมสารนิโคตินไม่สามารถทดแทนบุหรี่ได้ เคี้ยวหมากฝรั่งแล้วก็อาจจะกลับไปสูบบุหรี่อีกเหมือนเดิม เพราะรสชาติของหมากฝรั่งอย่างไรเสียก็ไม่เหมือนรสชาติของบุหรี่ ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเลิกบุหรี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลิกบุหรี่ได้ หมากฝรั่งเพียงช่วยทุเลาอาการอยากบุหรี่ลงเท่านั้น

- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลิกบุหรี่ได้แล้วกลับไปติดใหม่ มาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ประสบปัญหาในหน้าที่การงาน ปัญหาครอบครัว ท้อแท้ เหงา ไม่มีเพื่อน ฯลฯ คิดไปเองว่าตนไม่มีคุณค่า จึงหันหน้าเข้าหาเหล้าเบียร์เพื่อให้ลืมปัญหาต่าง ๆ บางคนไม่มีปัญหา แต่ชอบสังสรรค์ ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะดื่มเหล้าดื่มเบียร์ด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้นความอยากบุหรี่ได้เป็นอย่างดี ดื่มแล้วก็ทำให้อยากบุหรี่ สังสรรค์บ่อยเข้าก็กลับไปติดบุหรี่อย่างเดิม
- ทำงานแต่พอควรและพักผ่อนให้มากขึ้น มีหลายท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่ แต่เลิกไม่ได้เพราะอาชีพการงานไม่อำนวย เช่น ต้องขับรถ ถ้าหยุดสูบบุหรี่จะขับไม่ได้เลย อันนี้เป็นเรื่องจริง เพราะการหยุดสูบบุหรี่ส่งผลต่อร่างกาย โดยเฉพาะในสัปดาห์แรกซึ่งจะเกิดอาการถอนยา บางคนต้องทำงานที่ใช้สมาธิ ใช้ความคิด ความละเอียดอ่อน พอหยุดบุหรี่ ก็ไม่มีสมาธิในการทำงาน ทำให้งานผิดพลาดง่าย เรื่องนี้ก็น่าเห็นใจ หากเป็นไปได้ก็แนะนำให้หาช่วงจังหวะที่เหมาะ ลาหยุดพ่วงกับวันหยุดต่อเนื่อง จะได้มีเวลานานพอสำหรับระยะถอนยา หรืออาจจะไปปฏิบัติธรรม เป็นการบังคับตนเองไปในตัวไม่ให้แตะต้องบุหรี่ ก็เป็นวิธีการที่ดี หากไม่สามารถหยุดหรือลางานได้จริง ๆ ก็ควรงดเว้นงานหนักในช่วงที่เริ่มต้นเลิกบุหรี่ แล้วเพิ่มเวลานอนพักผ่อนให้มากขึ้น

- ผู้ที่ติดบุหรี่ เมื่อไม่ได้สูบ จะหงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ คนในครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตรหรือคนรอบข้าง ควรให้กำลังใจ เข้าใจ ให้อภัยและไม่ถือโกรธ เพราะความจริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นอาการปรกติของคนหยุดสูบบุหรี่ใหม่ ๆ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ติดบุหรี่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ก็เพราะเขาติดอยู่กับความเคยชินในการสูบบุหรี่เสียนานจนลืมไปว่า เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำหน้าที่การงานต่าง ๆ ได้ และมีความสุขได้ โดยไม่ต้องสูบบุหรี่ หากเขาเพียงได้สัมผัสชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาบุหรี่แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีใครหวนกลับไปสูบบุหรี่อีก และอีกจำนวนไม่น้อยที่จะพูดว่า รู้อย่างนี้เลิกสูบไปนานแล้ว


เธอจงระวัง ความคิด ของเธอ
เพราะ ความคิด ของเธอ
จะกลายเป็น ความประพฤติ ของเธอ

เธอจงระวัง ความประพฤติ ของเธอ
เพราะ ความประพฤติ ของเธอ
จะกลายเป็น ความเคยชิน ของเธอ

เธอจงระวัง ความเคยชิน ของเธอ
เพราะ ความเคยชิน ของเธอ
จะกลายเป็น อุปนิสัย ของเธอ

เธอจงระวัง อุปนิสัย ของเธอ
เพราะ อุปนิสัย ของเธอ
จะ กำหนดชะตากรรมของเธอ...ชั่วชีวิต 

- คำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท
ฝากไว้ให้คิดสำหรับข้อความข้างบนนี้
และหากท่านใดประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ "เลิกคีบธูป หยุด!!สูบบุหรี่"
ด้วยกัน เชิญชวนเริ่มต้นได้เลยนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.



อ้างอิง :
"เลิกบุหรี่"...เรื่องท้าทายความสามารถผู้ติดบุหรี่ :http://thaprajan.blogspot.com/search/label/%22%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%22...%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88

ประโยชน์ของการสูบบุหรี่ :
http://www.xn--82c9iwa.com/2010/05/blog-post_2615.html



21.2.12

:: โลกนี้คือโรงละครใหญ่ - เช็คสเปียร์ ::

 
บทความหน้านี้จะพูดถึงลักษณะอุปนิสัยประจำชาติ หรือนิสัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นของประเทศต่าง ๆ  ทั้งได้มาจากผู้อื่นที่มองเข้ามาหรืออาจจะตั้งขึ้นด้วยตัวเอง ดังประโยคของไทยที่คุ้นหูกันอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น "สยามเมืองยิ้ม" -  "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้" - "ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง"  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างบุคลิกขั้นมูลฐาน จัดเป็นเอกลักษณ์หรือลักษณะที่เด่นพิเศษอันทำให้นานาชาติแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีคำที่ใช้เรียกอีก เช่น ภาพพิมพ์,ภาพแบบเดียวกัน(Stereotype),ภาพประทับใจ(Impressions) หรือการมองภาพรวมของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง แต่มีแนวโน้มหนักไปในทางการมองภาพในทางนิเสธ (หรือในทางลบ) เช่น คนอังกฤษ ถูกมองว่าเป็นคนประเภท "เก็บตัว" ไม่สนิทกับคนแปลกหน้าได้ง่าย และชนชาติยิว (Jew) จะมีภาพพจน์ว่า "ตระหนี่" จนมีศัพท์ภาษาไทยว่า "ยิว" อันหมายถึง คนที่ชอบเอาประโยชน์เข้าตนเท่านั้น ซึ่งได้ปรากฏภาพพจน์เช่นว่านี้ในกรณีของตัวละครชาวยิวที่ชื่อ ไชล็อค (Shylock) ในเรื่อง "เวนิสวานิช" จากบทประพันธ์ของ เช็กส์เปียร์ (Shakespeare) 



สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติได้เปิดเผยงานวิจัยเกี่ยวกับลักษณะนิสัยประจำชาติไทยซึ่งเป็นผลงานของดร.อุทัย ดุลยเกษมผู้เป็นที่ได้รับการยอมรับในทางวิชาการและการบริหารการศึกษาอย่างสูงของไทยท่านหนึ่ง ได้สรุปว่าลักษณะนิสัยประจำชาติของไทยเป็นดังนี้

“รักสงบ เคารพอาวุโส เชื่อโชคลางของขลัง เชื่อกฎแห่งกรรม ยอมตามผู้มีอำนาจ รักเอกราช สุกเอาเผากิน ไม่ยอมให้ใครดูหมิ่น รักถิ่นและครอบครัว อ่อนน้อมถ่อมตัว ชอบผู้นำ สำรวย ชอบบันเทิง (สนุก) เมตตากรุณา ผักซีโรยหน้า ไม่กระตือรือร้น เป็นคนใจกว้าง ช่างอดช่างทน กตัญญูกตเวที ชอบมีอภิสิทธิ์ จิตใจเอื้ออารี โอนอ่อนผ่อนตาม มีความเกรงใจ ให้อภัยเสมอ ตามใจต่างชาติ ฉลาดเลือกงาน ทำการมักแบ่งเคร่งครัดเคารพแด่พระมหากษัตริย์”

แต่ไม่ทราบว่าในสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอๆ จะเหลือข้อดี-ข้อด้อยของนิสัยประจำชาติไทยไว้อีกหรือไม่ ? 


ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นการเกริ่นนำก่อนจะเข้าเรื่องจริงๆ นั่นคือเรื่องการสร้างละครล้อเลียนนิสัยประจำชาติ ซึ่งไม่เคยเห็นละครล้อเลียนประเภทนี้เลย โดยจะใช้ลักษณะอุปนิสัยเด่นประจำชาติต่าง ๆ ซึ่งมองไปในทางที่ไม่ดีนัก(เชิงนิเสธ) ตัวอย่าง เช่น..

- ชาวตะวันตกมักมองคนเอเชียและคนแอฟริกาว่าเป็นชาติด้อยพัฒนา ไม่สนใจความเจริญ
- คนเอเชียบางชาติมักมองชาวตะวันตกว่าเป็นชาติที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ทางวัตุ
- คนยุโรปเคยมองคนอมเริกันว่าเป็นชาติที่ฝึกมารยาทมาน้อย ไม่มีความรู้สึกในเรื่องศิลปะและความสวยงาม 
- คนอเมริกันมักมองว่าคนยุโรปโดยเฉพาะคนอังกฤษว่าเป็นคนหัวเก่า ไม่สนใจในความคิดและความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- คนอังกฤษและคนอเมริกันมักมองคนลาติน (สเปน อิตาลี อเมริกาใต้) ว่าเป็นพวกที่เชื่อถือไม่ได้ 

จึงอยากจะเห็นละครชนิดที่ว่านี้ถูกนำมาสร้างเป็นละครสักเรื่องหนึ่ง โดยใช้อุปนิสัย ลักษณะ พฤติกรรมหรือบุคลิกเด่นของชาติต่างๆ มาประกอบเข้ากับบทบาทของตัวละครในเรื่อง อาจมีผู้ไม่เห็นด้วยเพราะอาจกระทบถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ หรืออาจเป็นเพราะเรื่องลักษณะนิสัยประจำชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์เช่นเดียวกับกรณีเดียวที่ไทยเคยคิดว่าตนเองเป็นพี่ลาว เขมร พม่าเป็น้องเพราะล้าหลัง ต่ำต้อย ด้อยพัฒนากว่าตนเอง(ปัจจุบันคงไม่ใช่ แต่ยังเชื่อว่าน่าจะมีคนไทยบางส่วนที่คิดเช่นนี้อยู่บ้าง) ซึ่งหากจะลองค้นหาดูละครประเภทนี้ก็พบแต่เรื่อง "พลังอักษะ เฮตาเลีย" ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับที่คิดเอาไว้


พลังอักษะ เฮตาเลีย   (ญี่ปุ่น: Hetalia: Axis Powers ヘタリア Axis Powers ?) เขียนโดย ฮิมะรุยะ ฮิเดคาสึ (ญี่ปุ่น: 日丸屋秀和 Himaruya Hidekazu) ?) โดยเขียนเป็นการ์ตูนลงในเว็บไซต์ ก่อนที่จะได้ออกเป็นหนังสือการ์ตูน และกลายเป็นแอนิเมชันในที่สุด ลักษณะพิเศษของเรื่องนี้คือการสร้างตัวละครขึ้นมาเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆในโลก และนำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกและปัจจุบันมาเล่าอย่างน่ารัก โดยล้อเลียนลักษณะของคนในชาตินั้นๆ เช่นให้อิตาลี่ชอบกินพาสต้า ให้รัสเซียไม่ชอบอากาศหนาว หรือให้อเมริกาชอบแฮมเบอเกอร์ ในเรื่องนี้การรวมประเทศเข้าด้วยกันหมายถึงการแต่งงานของตัวละคร การทำสัมพันธมิตรหมายถึงความสนิทสนม และการแยกประเทศหมายถึงการหย่าร้างของตัวละคร

ชื่อเรื่องเฮตาเลียเกิดจากการรวมสองคำเข้าด้วยกัน ได้แก่ Hetare (ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่าใช้ไม่ได้) และ Italia (ชื่อของประเทศอิตาลีในภาษาอิตาลี) เมื่อนำมารวมกันแล้ว เฮตาเลียจึงมีความหมายว่า "อิตาลีผู้ไม่ได้เรื่อง" การตั้งชื่อดังกล่าวนี้เป็นการล้อเลียนถึงความอ่อนแอของอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เดิมฮิมะรุยะเขียนเรื่องเฮตาเลียลงในเว็บไซต์ส่วนตัวในลักษณะเว็บคอมมิค ต่อมาจึงได้มีการรวบรวมตีพิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสำนักพิมพ์เก็นโตฉะครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2008 ปัจจุบันมีการตีพิมพ์รวมเล่มแล้ว 3 เล่ม ต่อมาจึงได้มีการดัดแปลงการตูนชุดนี้ในรูปแบบของดราม่าซีดีและภาพยนตร์แอนิเมชั่นโดยสตูดิโอดีน

มีจำนวนมากกว่า 40 ประเทศที่ถูกนำมาล้อเลียนเป็นตัวละครในเรื่องพลังอักษะ เฮตาเลีย[1] ซึ่งตัวละครเหล่านี้โดยปกติมักจะถูกอ้างถึงด้วยชื่อประเทศของตนเอง รายชื่อที่แสดงไว้ในหน้านี้เป็นเพียงรายชื่อของตัวละครหลักจากฝ่ายอักษะและสัมพันธมิตรเท่านั้น


ข้อมูลอ้างอิง : Wikipedia 


15.1.12

:: ค้นหาและทำลาย ::



ผู้คนบนโลกนับไม่น้อยตายไปพร้อมกับ "ความฝัน"
เพียงเพราะพูดว่า "พรุ่งนี้ค่อยทำ"

: แด่...นายผู้แพ้ตลอดกาล



:: วันปลดปล่อยศักยภาพ (Unlock Potential Day) ::



"ความฝัน" 
คือ การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายในชีวิตจริง



5.1.12

:: นิทานร้อยบรรทัด ::


เธอถามฉันว่า...เหตุใดฉันถึงใจเย็นนัก
ฉันจึงตอบเธอไปว่า
"เพราะเราต่างถือแผนที่คนละใบ"
ใยฉันต้องรีบร้อน !

:: คิดไปเอง ::


"เมื่อมีผู้หยิบยื่นความพ่ายแพ้ให้แก่เจ้า
เจ้าจะเลือกรับมันเอาไว้...หรือปฏิเสธมัน !
(รึว่า เจ้าจะยอมแพ้)"

3.1.12

:: ละทิ้งตัวตนบางอย่างเพื่อเอาใจสังคม ::



บางครั้ง ความอ่อนแอทำให้ข้าพเจ้าแข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบูชาความแข็งแกร่งประดุจราวสมมุติเทพอพอลโล
อย่าปฏิเสธเลย ! มันเป็นความจริงแห่งสากลโลก
ผู้แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นจึงจะเป็นผู้อยู่รอด

บ่อยครั้ง ข้าพเจ้ามักแสดงความแข็งแรง แข็งแกร่งออกมา
ทางร่างกายอันเป็นกายภาพภายนอก
เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายมองว่าข้าพเจ้านั้นแข็งแรงดี
แต่มันก็ได้ผลในเชิงจิตวิทยา 
เมื่อพวกเขาเหล่านั้นมองว่าข้าพเจ้ายังคงสบายดี
แต่เปล่าเลย...เมื่อสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ข้าพเจ้านั้นเป็น

หรือนี่...
มันเป็นเพียงวิธีปกปิดบาดแผล
หรือ เพียงแค่ปกป้องตัวเองจากผู้รุกราน
และอาจเป็นวิธีการปิดบังความอ่อนแอของตัวเองมิให้ผู้อื่นได้รับรู้
เพราะโลกสอนข้าพเจ้าเช่นนี้ว่า...

เมื่อใดก็ตามที่เจ้าแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น
ราชสีห์-หมาป่า-ไฮยีน่า-ฝูงสัตว์ร้ายจะกรูกันเข้ามารุมทึ้งเจ้า

เป็นความจริงว่า...
คนโง่ย่อมเป็นเป็นเหยื่อของคนฉลาด ฉันใด
ความอ่อนแอก็คืออาหารอันโอชะของผู้แข็งแกร่ง ฉันนั้น

(ข้อใด ข้อหนึ่งในข้อความข้างต้นคงเพียงพอแล้ว
สำหรับคำตอบทั้งหมดที่ข้าพเจ้านั้นจักอ่อนแอมิได้) 

เช่นเดียวกันกับ(ลองสังเกตสิ) ผู้แข็งแรงกว่าจะรังแกซึ่งผู้อ่อนแอที่ตัวเล็กกว่า
ไม่มีปากเสียง นั่งนิ่งสงบ ไม่ตอบโต้ใด ๆ ต่อเขาเท่านั้น
ทำให้เขา(ผู้แข็งแรงกว่า)ย่ามใจกระทำพฤติกรรมกดขี่ ข่มเหงเช่นนี้อยู่เรื่อยไป
ผู้แข็งแรงกว่าจะหยุด ! ก็ต่อเมื่อผู้อ่อนแอผู้นั้นลุกขึ้นมา แยกเขี้ยวขู่ กล้าที่จะขบถขัดขืน 
หากไม่กระทำเช่นนี้เสียแล้ว...
คงไม่มีโอกาสเลยที่ผู้อ่อนแอจะกลับมาเป็นฝ่ายอปราชัยขึ้นมาได้

ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนนี้จากโลก...
แต่ไม่อาจทราบได้ว่าโลกได้มอบมันให้แก่ท่านทั้งหลายด้วยหรือไม่ ?


------------------------------------------------------------------------------------------------------